การทํางานของคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้
1. หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) ทําหน้าที่ในการรับข้อมูลหรือคําสั่งจากภายนอกเข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจํา เพื่อเตรียมประมวลผลข้อมูลที่ต้องการ ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการนําข้อมูลที่ใช้กันอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น มีอยู่หลายประเภทด้วยกันสําหรับอุปกรณ์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี ดังต่อไปนี้ - Keyboard - Mouse - Disk Drive - Hard Drive - CD-Rom - Magnetic Tape - Card Reader - Scanner
2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)ทํ าหน้าที่ในการคํานวณและประมวลผล แบ่งออกเป็น 2 หน่วยย่อย คือ- หน่วยควบคุม ทําหน้าที่ในการดูแล ควบคุมลําดับขั้นตอนของการประมวลผล และการทํางานของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในหน่วยประมวลผลกลาง และช่วยประสานงานระหว่างหน่วยประมวลผลกลาง กับอุปกรณ์นําเข้าข้อมูล อุปกรณ์ในการแสดงผล และหน่วยความจําสํารอง - หน่วยคํานวณและตรรก ทําหน้าที่ในการคํานวณและเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ ที่ส่งมาจากหน่วยควบคุม และหน่วยความจํา
3. หน่วยความจํ า (Memory)ทําหน้าที่ในการเก็บข้อมูลหรือคําสั่งต่างๆ ที่รับจากภายนอกเข้ามาเก็บไว้ เพื่อประมวลผลและยังเก็บผลที่ได้จากการประมวลผลไว้เพื่อแสดงผลอีกด้วย ซึ่งแบ่งออกเป็นหน่วยความจํา เป็นหน่วยความจําที่มีอยู่ ในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ทําหน้าที่ในการเก็บคําสั่งหรือข้อมูล แบ่งออกเป็น - ROM หน่วยความจําแบบถาวร - RAM หน่วยความจําแบบชั่วคราว - หน่วยความจําสํารอง เป็นหน่วยความจําที่อยู่นอกเครื่อง มีหน้าที่ช่วยให้หน่วยความจําหลักสามารถเก็บ ข้อมูลได้มากขึ้น
4. หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทําหน้าที่ในการแสดงผลลัทธ์ที่ได้หลังจากการคํานวณและประมวลผล สําหรับอุปกรณ์ที่ ทําหน้าที่ในการแสดงผลข้อมูลที่ได้นั้นมีต่อไปนี้ - Monitor จอภาพ - Printer เครื่องพิมพ. - Plotter เครื่องพิมพ์ที่ใช้ปากกาในการเขียนข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการลงกระดาษ
วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552
9 เทคนิคสมองไบร์
9 เทคนิคสมองไบร์
ถ้าเพื่อนๆอยากฉลาดก้อลองทำดูนะค่ะ......
1. จิบน้ำบ่อยๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำ หล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยวซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออกแต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2. กินไขมันดีคนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมันซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวมน้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4. ใส่ความตั้งใจ การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้อง เกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จใน สิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่นกินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดีๆทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดีตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึกๆ สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยาย
ถ้าเพื่อนๆอยากฉลาดก้อลองทำดูนะค่ะ......
1. จิบน้ำบ่อยๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำ หล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยวซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออกแต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2. กินไขมันดีคนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมันซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวมน้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4. ใส่ความตั้งใจ การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้อง เกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จใน สิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่นกินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดีๆทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดีตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึกๆ สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยาย
วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552
ความสุข
....................ความสุข.................
ความสุข คือความรู้สึกหรืออารมณ์ประเภทหนึ่ง ความสุขมีหลายระดับ ตั้งแต่ความสบายใจเล็กน้อยหรือความพอใจจนถึงความเพลิดเพลินหรือเต็มไปด้วยความสนุก แนวความคิดทางปรัชญา ศาสนา จิตวิทยา ชีววิทยาถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายความหมายของความสุขรวมถึงสิ่งที่ทำให้เกิดความสุข
แนวความคิดทางปรัชญาและศาสนามักจะกำหนดนิยามของความสุขในความหมายของการดำรงชีวิตที่ดี หรือชีวิตที่มีความเจริญ โดยไม่จำกัดความหมายของความสุขว่าเป็นเพียงอารมณ์ประเภท
ความสุข คือความรู้สึกหรืออารมณ์ประเภทหนึ่ง ความสุขมีหลายระดับ ตั้งแต่ความสบายใจเล็กน้อยหรือความพอใจจนถึงความเพลิดเพลินหรือเต็มไปด้วยความสนุก แนวความคิดทางปรัชญา ศาสนา จิตวิทยา ชีววิทยาถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายความหมายของความสุขรวมถึงสิ่งที่ทำให้เกิดความสุข
แนวความคิดทางปรัชญาและศาสนามักจะกำหนดนิยามของความสุขในความหมายของการดำรงชีวิตที่ดี หรือชีวิตที่มีความเจริญ โดยไม่จำกัดความหมายของความสุขว่าเป็นเพียงอารมณ์ประเภท
ความเครียดสำหรับฉัน
ความเครียด
ความเครียดสามารถเกิดได้ทุกแห่งทุกเวลาอาจจะเกิดจากสาเหตุภายนอกเช่น การย้ายบ้าน การเปลี่ยนงาน ความเจ็บป่วย การหย่าร้าง ภาวะว่างงานความสัมพันธ์กับเพื่อน ครอบครัว หรืออาจจะเกิดจากภายในผู้ป่วยเอง เช่นความต้องการเรียนดี ความต้องการเป็นหนึ่งหรือความเจ็บป่วย
........................................................................
ความเครียดเป็นระบบเตือนภัยของร่างกายให้เตรียมพร้อมที่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การมีความเครียดน้อยเกินไปและมากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เข้าใจว่าความเครียดเป็นสิ่งไม่ดีมันก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นเร็ว แน่นท้อง มือเท้าเย็น แต่ความเครียดก็มีส่วนดีเช่น ความตื่นเต้นความท้าทายและความสนุก สรุปแล้วความเครียดคือสิ่งที่มาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตซึ่งมี่ทั้งผลดีและผลเสีย.......................
....... อย่าเครียดกันนะค่ะ..ยิ้มไว้ค่ะ
ความเครียดสามารถเกิดได้ทุกแห่งทุกเวลาอาจจะเกิดจากสาเหตุภายนอกเช่น การย้ายบ้าน การเปลี่ยนงาน ความเจ็บป่วย การหย่าร้าง ภาวะว่างงานความสัมพันธ์กับเพื่อน ครอบครัว หรืออาจจะเกิดจากภายในผู้ป่วยเอง เช่นความต้องการเรียนดี ความต้องการเป็นหนึ่งหรือความเจ็บป่วย
........................................................................
ความเครียดเป็นระบบเตือนภัยของร่างกายให้เตรียมพร้อมที่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การมีความเครียดน้อยเกินไปและมากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เข้าใจว่าความเครียดเป็นสิ่งไม่ดีมันก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นเร็ว แน่นท้อง มือเท้าเย็น แต่ความเครียดก็มีส่วนดีเช่น ความตื่นเต้นความท้าทายและความสนุก สรุปแล้วความเครียดคือสิ่งที่มาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตซึ่งมี่ทั้งผลดีและผลเสีย.......................
....... อย่าเครียดกันนะค่ะ..ยิ้มไว้ค่ะ
ภาวะโลกร้อน
.......มารู้กันนะค่ะ.....
ภาวะโลกร้อน (Global Warming)
ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจก ค่ะ (Greenhouse gases)
ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด มิฉะนั้น โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และ ตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่มีบรรยากาศ กรองพลังงาน จาก ดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้ คล้ายกับหลักการของ เรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ค่ะ
แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ CO2 ที่ออกมาจาก โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ หรือการกระทำใดๆที่เผา เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้ระดับปริมาณ CO2 ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ใน ล้านส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 แสนปี
ซึ่ง คาร์บอนไดออกไซด์ ที่มากขึ้นนี้ ได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็น ภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัจจุบัน
ภาวะโลกร้อนภายในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มานี้ ได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปีคือ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ.2538 และปี พ.ศ. 2540 แม้ว่าพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรง และต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร" ดังนั้น ยิ่งเราประวิงเวลาลงมือกระทำการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น และบุคคลที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ลูกหลานของพวกเราเอง
ภาวะโลกร้อน (Global Warming)
ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจก ค่ะ (Greenhouse gases)
ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด มิฉะนั้น โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และ ตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่มีบรรยากาศ กรองพลังงาน จาก ดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้ คล้ายกับหลักการของ เรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ค่ะ
แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ CO2 ที่ออกมาจาก โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ หรือการกระทำใดๆที่เผา เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้ระดับปริมาณ CO2 ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ใน ล้านส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 แสนปี
ซึ่ง คาร์บอนไดออกไซด์ ที่มากขึ้นนี้ ได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็น ภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัจจุบัน
ภาวะโลกร้อนภายในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มานี้ ได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปีคือ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ.2538 และปี พ.ศ. 2540 แม้ว่าพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรง และต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร" ดังนั้น ยิ่งเราประวิงเวลาลงมือกระทำการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น และบุคคลที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ลูกหลานของพวกเราเอง
พ่อของแผ่นดิน
.........อยากให้ทุกคนได้ไตร่ตรองดูนะค่ะ.......
อุ่นไอในรักพ่อ???????????
ผู้ร่วมก่อทอความฝันถักรักจักยืนยัน? ? ??? ?
ร่วมแบ่งปัญสรรใจกายรักผ่านซ่านดวงจิต??? ?
แม่ร่วมคิดประดิษฐ์หมายกำเหนิดก่อเกิดกาย???
ลูกหญิงชายได้สิ่งดีคุณพ่อผู้ก่อเกิด? ? ? ?
ให้กำเหนิดเกิดทุกสิ่งด้วยรักจากใจจริง?? ?
รวมหลายสิ่งยิ่งผูกพันจากลูกพ่อปลูกรัก? ? ?
เกิดตระหนักทุกสิ่งสรรอุ่นไอสายสัมพันธ์? ?? ?
.............................................................................................................................................
ลูกยึดมั่นขอวันทาอนุสรณ์กลอนรักฝากให้พ่อเป็นรอยต่อสองภพจบประสานเมื่อพ่อจากลาไปไกลดวงมาลย์ทั้งลูกหลานแม่ยังรักจักอาลัยแม้วันนี้สิ้นพ่อต่อสานรักเฝ้าฟูมฟักดูแลช่วยแก้ไขอย่ากังวลทุกอย่างต้องผ่านไปเพราะในใจลูกมีพ่อต่อพลัง
อุ่นไอในรักพ่อ???????????
ผู้ร่วมก่อทอความฝันถักรักจักยืนยัน? ? ??? ?
ร่วมแบ่งปัญสรรใจกายรักผ่านซ่านดวงจิต??? ?
แม่ร่วมคิดประดิษฐ์หมายกำเหนิดก่อเกิดกาย???
ลูกหญิงชายได้สิ่งดีคุณพ่อผู้ก่อเกิด? ? ? ?
ให้กำเหนิดเกิดทุกสิ่งด้วยรักจากใจจริง?? ?
รวมหลายสิ่งยิ่งผูกพันจากลูกพ่อปลูกรัก? ? ?
เกิดตระหนักทุกสิ่งสรรอุ่นไอสายสัมพันธ์? ?? ?
.............................................................................................................................................
ลูกยึดมั่นขอวันทาอนุสรณ์กลอนรักฝากให้พ่อเป็นรอยต่อสองภพจบประสานเมื่อพ่อจากลาไปไกลดวงมาลย์ทั้งลูกหลานแม่ยังรักจักอาลัยแม้วันนี้สิ้นพ่อต่อสานรักเฝ้าฟูมฟักดูแลช่วยแก้ไขอย่ากังวลทุกอย่างต้องผ่านไปเพราะในใจลูกมีพ่อต่อพลัง
ความสุขของแม่
........ฉันเป็นคนคาทอลิก....ฉันมีเรื่องที่อยากให้ทุกคนไดสัมผัสกับ...
.............คูณแม่เทเรซาคนนี้ค่ะ..................
แม่ชีเทเรซา (26 สค. 2453-5 กย. 2540) เป็นแม่ชีในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แม่ชีเทเรซาเป็นชาวอัลบาเนียมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ช่วยเหลือ และผู้ต่อสู้เพื่อคนยากไร้ทั้งในประเทศที่ยากจนและร่ำรวย เมื่ออายุ 18 ปี แม่ชีเทเรซาได้เข้าร่วมกับกลุ่มแม่ชีชาวไอริชซึ่งมีภาระกิจในอินเดีย ภายหลังจากการฝึกอบรมไม่กี่เดือน แม่ชีเทเรซาก็ถูกส่งไปทำงานที่อินเดีย และได้ปฏิญาณตนเป็นแม่ชี ในปี 2474แม่ชีเทเรซาสอนหนังสือ ในโรงเรียนที่กัลกัตตาอยู่จนถึง ปี 2491 แต่ความรู้สึกผูกพัน ต่อผู้ยากไร้นอกรั้วโรงเรียน ทำให้แม่ชีเทเรซาออกไปทำงาน เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ยากไร้ที่สุดในหมู่บรรดาผู้ยากไร้ ( the poorest of the poor) ในสลัมของกัลคัตตางานที่แม่ชีเทเรซาทำ ค่อยขยายไป พร้อมกับการสนับสนุน ทั้งทางการเงิน และ อาสาสมัครใหม่ๆที่เพิ่มมากขึ้น กระทั่ง กลายเป็นหน่วยงานระหว่างประเทศ ที่มุ่งให้ความช่วยเหลือ ผู้ยากไร้ที่สุดในบรรดาผู้ยากไร้ทั่วโลก ครอบคลุมไปในทวีปเอเซีย อัฟริกา และ ลาตินอเมริกา รวมไปถึง ประเทศในกลุ่มสหภาพโซเวียตเก่า และ ยุโรปตะวันออกในปี พ.ศ. 2522(ค.ศ. 1979) แม่ชีเทเรซาได้รับเกียรติให้รับ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในการกล่าวปาฐกถา ในวาระรับรางวัลโนเบล แม่ชีเทเรซา กล่าวตอนหนึ่งว่า“.... วันก่อน ฉันได้รับเงิน 15 เหรียญจากชายคนหนึ่ง ซึ่งต้องนอนอยู่กับที่เป็นเวลายี่สิบปี อวัยวะที่สามารถขยับได้มีเพียงมือขวาของเขา และ สิ่งเดียวที่เขามีความสุขด้วยได้ คือการสูบบุหรี่ เขาพูดกับฉันว่า ผมไม่ได้สูบบุหรี่มาหนึ่งสัปดาห์แล้ว ผมขอมอบเงินนี้แก่ท่าน มันคงเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของเขา ลองคิดดู ว่ามันงดงามเพียงไร เขามีส่วนร่วมอย่างไร ด้วยเงินก้อนนั้น ฉันซื้อขนมปังและมอบให้กับผู้หิวโหย ทำให้ความสุขเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย เขาเป็นผู้ให้ และ ผู้ยากไร้เป็นผู้รับ ...”
.............คูณแม่เทเรซาคนนี้ค่ะ..................
แม่ชีเทเรซา (26 สค. 2453-5 กย. 2540) เป็นแม่ชีในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แม่ชีเทเรซาเป็นชาวอัลบาเนียมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ช่วยเหลือ และผู้ต่อสู้เพื่อคนยากไร้ทั้งในประเทศที่ยากจนและร่ำรวย เมื่ออายุ 18 ปี แม่ชีเทเรซาได้เข้าร่วมกับกลุ่มแม่ชีชาวไอริชซึ่งมีภาระกิจในอินเดีย ภายหลังจากการฝึกอบรมไม่กี่เดือน แม่ชีเทเรซาก็ถูกส่งไปทำงานที่อินเดีย และได้ปฏิญาณตนเป็นแม่ชี ในปี 2474แม่ชีเทเรซาสอนหนังสือ ในโรงเรียนที่กัลกัตตาอยู่จนถึง ปี 2491 แต่ความรู้สึกผูกพัน ต่อผู้ยากไร้นอกรั้วโรงเรียน ทำให้แม่ชีเทเรซาออกไปทำงาน เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ยากไร้ที่สุดในหมู่บรรดาผู้ยากไร้ ( the poorest of the poor) ในสลัมของกัลคัตตางานที่แม่ชีเทเรซาทำ ค่อยขยายไป พร้อมกับการสนับสนุน ทั้งทางการเงิน และ อาสาสมัครใหม่ๆที่เพิ่มมากขึ้น กระทั่ง กลายเป็นหน่วยงานระหว่างประเทศ ที่มุ่งให้ความช่วยเหลือ ผู้ยากไร้ที่สุดในบรรดาผู้ยากไร้ทั่วโลก ครอบคลุมไปในทวีปเอเซีย อัฟริกา และ ลาตินอเมริกา รวมไปถึง ประเทศในกลุ่มสหภาพโซเวียตเก่า และ ยุโรปตะวันออกในปี พ.ศ. 2522(ค.ศ. 1979) แม่ชีเทเรซาได้รับเกียรติให้รับ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในการกล่าวปาฐกถา ในวาระรับรางวัลโนเบล แม่ชีเทเรซา กล่าวตอนหนึ่งว่า“.... วันก่อน ฉันได้รับเงิน 15 เหรียญจากชายคนหนึ่ง ซึ่งต้องนอนอยู่กับที่เป็นเวลายี่สิบปี อวัยวะที่สามารถขยับได้มีเพียงมือขวาของเขา และ สิ่งเดียวที่เขามีความสุขด้วยได้ คือการสูบบุหรี่ เขาพูดกับฉันว่า ผมไม่ได้สูบบุหรี่มาหนึ่งสัปดาห์แล้ว ผมขอมอบเงินนี้แก่ท่าน มันคงเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของเขา ลองคิดดู ว่ามันงดงามเพียงไร เขามีส่วนร่วมอย่างไร ด้วยเงินก้อนนั้น ฉันซื้อขนมปังและมอบให้กับผู้หิวโหย ทำให้ความสุขเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย เขาเป็นผู้ให้ และ ผู้ยากไร้เป็นผู้รับ ...”
.....คุณธรรมของคน.....
....คุณธรรม เป็นหลักปฎิบัติของคนที่ต้องทำอยู่แล้ว..
เพื่อสังคมจะได้อยู่อย่างสงบสุข...........................................
1. ทาน คือ การให้ ซึ่งต้องมาจากจิตใจที่มีความเอื้อเฟือเผื่อแผ่ หรือ ความโอบ-
อ้อมอารี การให้ดังกล่าวนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งของ เงินทอง ความรู้ ความเข้าใจวิทยาการต่าง ๆ
2. ปิยวาจา คือ การพูดจาที่น่ารัก น่านิยมยกย่อง พูดด้วยวาจาสุภาพ อ่อนโยน
ไพเราะ ชี้แจงด้วยเหตุผลแยบยลที่ทำให้เกิดประโยชน์และสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน
3. อัตถจริยา คือ การบำเพ็ญประโยชน์หรือทำประโยชน์แก่บุคคลอื่น ๆ นั่นคือ
ประพฤติหรือกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กันและกัน มีการช่วยเหลือกันโดยให้กำลังกายกำลังใจ กำลังความคิด และกำลังทรัพย์
4. สมานัตถตา คือ การวางตนให้เหมาะสม วางตนเสมอต้นเสมอปลายมีกิริยา
อัธยาศัยเหมาะสมกับฐานะหรือตำแหน่งหน้าที่การงาน
...................................................................................................................................
ใครมีคุณธรรมทั้งสี่ข้อนี้เป็นที่รักของคนอื่น เกิดมาทั้งทีทำตัวให้เป็นที่รักของผู้คนดีกว่าทำตัวให้คนอื่นเกลียด ลองใช้คุณธรรมนี้ดูนะค่ะ..........
.
เพื่อสังคมจะได้อยู่อย่างสงบสุข...........................................
1. ทาน คือ การให้ ซึ่งต้องมาจากจิตใจที่มีความเอื้อเฟือเผื่อแผ่ หรือ ความโอบ-
อ้อมอารี การให้ดังกล่าวนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งของ เงินทอง ความรู้ ความเข้าใจวิทยาการต่าง ๆ
2. ปิยวาจา คือ การพูดจาที่น่ารัก น่านิยมยกย่อง พูดด้วยวาจาสุภาพ อ่อนโยน
ไพเราะ ชี้แจงด้วยเหตุผลแยบยลที่ทำให้เกิดประโยชน์และสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน
3. อัตถจริยา คือ การบำเพ็ญประโยชน์หรือทำประโยชน์แก่บุคคลอื่น ๆ นั่นคือ
ประพฤติหรือกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กันและกัน มีการช่วยเหลือกันโดยให้กำลังกายกำลังใจ กำลังความคิด และกำลังทรัพย์
4. สมานัตถตา คือ การวางตนให้เหมาะสม วางตนเสมอต้นเสมอปลายมีกิริยา
อัธยาศัยเหมาะสมกับฐานะหรือตำแหน่งหน้าที่การงาน
ใครมีคุณธรรมทั้งสี่ข้อนี้เป็นที่รักของคนอื่น เกิดมาทั้งทีทำตัวให้เป็นที่รักของผู้คนดีกว่าทำตัวให้คนอื่นเกลียด ลองใช้คุณธรรมนี้ดูนะค่ะ..........
.
....การเรียนได้ดีและเก่ง.....
....ในการเรียนของเรา เราทุกคนย่อมอยากได้...
คะแนนดีๆเกรดดีๆทั้งนั้น แนเรียนไม่เก่งแต่ฉันกำลังจะก้าวไป...........
แนะนำวิธีเรียนเก่งการเรียนเก่งในที่นี้ หมายถึงเรียนเก่งกว่าเดิม กล่าวคือเมื่อนักเรียนได้รับรู้วิธีการที่จะ
คะแนนดีๆเกรดดีๆทั้งนั้น แนเรียนไม่เก่งแต่ฉันกำลังจะก้าวไป...........
แนะนำวิธีเรียนเก่งการเรียนเก่งในที่นี้ หมายถึงเรียนเก่งกว่าเดิม กล่าวคือเมื่อนักเรียนได้รับรู้วิธีการที่จะ
ทำให้เรียนเก่งขึ้น และปฎิบัติได้ตลอดไปนักเรียนผู้นั้นก็จะเข้าใจในบทเรียน และสอบได้คะแนนดีขึ้น การที่
จะเรียนเก่งขึ้นได้นั้นต้องฝึกตนเองให้สัมพันธ์กับสิ่งเหล่านี้คือ
1. การแบ่งเวลา
2. การทำการบ้าน
3. วิธีทบทวนบทเรียน
4 . ห้องสมุดกับการเรียนเก่ง
5. การดูหนังสือเตรียมสอบ
6. การพัฒนาความจำ
หากนักเรียนคนใดสามารถปฎิบัติได้ตามหลักเกณฑ์ ทั้ง 6 ข้อนี้ จะต้องมีผลการเรียนที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
.........................................................ทำได้อย่างนี้แล้วจะเก่งนะค่ะ
แต่ก็ต้องขยันด้วยนะค่ะ.....................................
คุณค่าของคนดี
คุณค่าของ "คนดีในสังคม"
เราทุกคนเป็นคนดีกันทั้งนั้น แต่อยู่ที่ว่าเราแต่ละคนจะปฎิบัติยังไง......................................
เนื่องจากคนเราไม่สามารถอยู่ตามลำพังได้ จึงมีการอยู่ร่วม กันเป็นชุมชนหรือสังคม ซึ่งอาจจะเป็นสังคมระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัดหรือประเทศไม่ว่าสังคมจะมีขนาดเล็ก หรือขนาด ใหญ่ก็ตาม แต่ละสังคมย่อมมีคนเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญ ที่สุด ฉะนั้นคุณภาพของคนในแต่ละสังคม จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ถึง ความเจริญก้าวหน้า และความผาสุกของสังคมนั้น เราแต่ละคน ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องประพฤติตน ให้เป็นพลเมืองดี และช่วยเหลือสังคมด้านต่าง ๆ เท่าที่สามารถ ทำได้ ตลอดจนไม่ทำตนให้เป็นภาระของสังคม เนื่องจากแต่ละ สังคม ประกอบด้วยคนเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีอาชีพ ต่าง ๆ กันและ มีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนที่เป็นคนดีนั้นจะมีอาชีพสุจริต ทำงาน ด้วยความขยันขันแข็ง ช่วยเหลือกิจการของสังคมด้วยความเต็มใจ เคารพกฎหมาย และดำเนินชีวิตถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เป็นคนที่มีเหตุผล ส่วนที่คนเราเห็นว่าไม่ดีนั้นส่วนมากจะทำงาน ที่ทุจริต เช่น ขายยาบ้า ต้มสุราเถื่อน ขายหวย ปล้นจี้ชิงทรัพย์ หลอกลวงประชาชน หรือไม่ยอมทำมาหากินให้เป็นหลักฐานแน่ นอน บางคนแม้มีอาชีพที่สุจริต ก็อาจเป็นคนไม่ดีได้ ถ้ามีความ ประพฤติไม่ดี เช่น โกงกิน รับสินบน ปลอมแปลงสินค้า กักตุน สินค้าเป็นต้น คนเหล่านี้จะไม่คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษ นอกจาก เงินและตนเองเท่านั้น ซึ่งเราอาจพบได้ในข่าวทางหน้า หนังสือ พิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ ฉะนั้นเราจึงพอสรุปได้ว่า สังคมใดที่ สมาชิกมีจิตใจโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เห็นแก่ ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว มีความสามัคคี กลมเกลียวกัน ทำอาชีพที่สุจริต มีความขยันขันแข็งและยึดมั่นใน ศีลธรรม สังคมนั้นย่อมมีแต่ความผาสุกและมีความเจริญก้าวหน้า อย่างรวดเร็ว แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าสมาชิกของสังคมมีแต่ ความอิจฉาริษยา มีการแก่งแย่งชิงดีกัน ไม่ช่วยเหลือกันเห็นแก่ ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม จ้องทำร้ายบุคคล อื่นเพื่อประโยชน์ของตน ยุแหย่ให้คนในสังคมแตกแยกกัน ไม่ ยึดมั่นในศีลธรรมอันดีงาม สังคมนั้นยอมมีแต่ความเดือดร้อน และไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร
เราทุกคนเป็นคนดีกันทั้งนั้น แต่อยู่ที่ว่าเราแต่ละคนจะปฎิบัติยังไง......................................
เนื่องจากคนเราไม่สามารถอยู่ตามลำพังได้ จึงมีการอยู่ร่วม กันเป็นชุมชนหรือสังคม ซึ่งอาจจะเป็นสังคมระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัดหรือประเทศไม่ว่าสังคมจะมีขนาดเล็ก หรือขนาด ใหญ่ก็ตาม แต่ละสังคมย่อมมีคนเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญ ที่สุด ฉะนั้นคุณภาพของคนในแต่ละสังคม จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ถึง ความเจริญก้าวหน้า และความผาสุกของสังคมนั้น เราแต่ละคน ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องประพฤติตน ให้เป็นพลเมืองดี และช่วยเหลือสังคมด้านต่าง ๆ เท่าที่สามารถ ทำได้ ตลอดจนไม่ทำตนให้เป็นภาระของสังคม เนื่องจากแต่ละ สังคม ประกอบด้วยคนเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีอาชีพ ต่าง ๆ กันและ มีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนที่เป็นคนดีนั้นจะมีอาชีพสุจริต ทำงาน ด้วยความขยันขันแข็ง ช่วยเหลือกิจการของสังคมด้วยความเต็มใจ เคารพกฎหมาย และดำเนินชีวิตถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เป็นคนที่มีเหตุผล ส่วนที่คนเราเห็นว่าไม่ดีนั้นส่วนมากจะทำงาน ที่ทุจริต เช่น ขายยาบ้า ต้มสุราเถื่อน ขายหวย ปล้นจี้ชิงทรัพย์ หลอกลวงประชาชน หรือไม่ยอมทำมาหากินให้เป็นหลักฐานแน่ นอน บางคนแม้มีอาชีพที่สุจริต ก็อาจเป็นคนไม่ดีได้ ถ้ามีความ ประพฤติไม่ดี เช่น โกงกิน รับสินบน ปลอมแปลงสินค้า กักตุน สินค้าเป็นต้น คนเหล่านี้จะไม่คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษ นอกจาก เงินและตนเองเท่านั้น ซึ่งเราอาจพบได้ในข่าวทางหน้า หนังสือ พิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ ฉะนั้นเราจึงพอสรุปได้ว่า สังคมใดที่ สมาชิกมีจิตใจโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เห็นแก่ ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว มีความสามัคคี กลมเกลียวกัน ทำอาชีพที่สุจริต มีความขยันขันแข็งและยึดมั่นใน ศีลธรรม สังคมนั้นย่อมมีแต่ความผาสุกและมีความเจริญก้าวหน้า อย่างรวดเร็ว แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าสมาชิกของสังคมมีแต่ ความอิจฉาริษยา มีการแก่งแย่งชิงดีกัน ไม่ช่วยเหลือกันเห็นแก่ ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม จ้องทำร้ายบุคคล อื่นเพื่อประโยชน์ของตน ยุแหย่ให้คนในสังคมแตกแยกกัน ไม่ ยึดมั่นในศีลธรรมอันดีงาม สังคมนั้นยอมมีแต่ความเดือดร้อน และไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552
สภาพจิตใจของวัยรุ่น
สภาพจิตใจของวัยรุ่น
วัยรุ่นเป็นวัยของการเร่งเจริญเติบโตทั้งในทางชีวะ สรีระ และจิตวิทยา
เป็นวัยเร่งสร้างสุขนิสัย เร่งปรับตัว เร่งทางวิชาการ และเริ่มเลือกอาชีพ สรุปแล้วเป็น
การเร่งเจริญเติบโตทุกๆด้าน คำว่า adolescent มาจากภาษาลาติน adolescere
ซึ่งหมายความว่า to grow up4 มีวัยรุ่นและพ่อแม่ของวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่ต้องเดือดร้อน
วุ่นวายไปกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายนี้ แต่ในเวลาเดียวกันก็มีวัยรุ่นอีกจำนวนมากที่
ผ่านระยะของวัยนี้ไปได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด Erikson เป็นผู้หนึ่งที่มองว่าสิ่งต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ความผิดปกติหรือเรื่องที่น่าจะเดือดเนื้อร้อนใจมาก
มายนัก ถึงแม้ Erikson จะใช้คำว่า "identity crisis" ในการบรรยายถึงวัยรุ่น
เขาก็หมายถึงช่วงระยะหนึ่งของพัฒนาการตามปกติ และคำนี้ก็กลายเป็นที่ยอมรับและใช้กัน
โดยทั่วไป5
วัยรุ่นเป็นวัยของการเร่งเจริญเติบโตทั้งในทางชีวะ สรีระ และจิตวิทยา
เป็นวัยเร่งสร้างสุขนิสัย เร่งปรับตัว เร่งทางวิชาการ และเริ่มเลือกอาชีพ สรุปแล้วเป็น
การเร่งเจริญเติบโตทุกๆด้าน คำว่า adolescent มาจากภาษาลาติน adolescere
ซึ่งหมายความว่า to grow up4 มีวัยรุ่นและพ่อแม่ของวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่ต้องเดือดร้อน
วุ่นวายไปกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายนี้ แต่ในเวลาเดียวกันก็มีวัยรุ่นอีกจำนวนมากที่
ผ่านระยะของวัยนี้ไปได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด Erikson เป็นผู้หนึ่งที่มองว่าสิ่งต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ความผิดปกติหรือเรื่องที่น่าจะเดือดเนื้อร้อนใจมาก
มายนัก ถึงแม้ Erikson จะใช้คำว่า "identity crisis" ในการบรรยายถึงวัยรุ่น
เขาก็หมายถึงช่วงระยะหนึ่งของพัฒนาการตามปกติ และคำนี้ก็กลายเป็นที่ยอมรับและใช้กัน
โดยทั่วไป5
....ความหยายาม ....
.....ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น....
ความพยายามทำให้เราไปถึงจุดหมายสูงสุด
เราต้องมีควาพยายาม..เพราะมันเป็นหนทางแห่งความสำเร็จของเรา
ฉันเป็นคนหนึ่งที่มีความพยายามน้อยมาก จึงเกิดปัญหากับฉันมากมาย
ฉันไม่มีความอดทน ไม่มีความพยายาม แต่สุดท้ายฉันก็ทำให้มันสำเร็จอยู่ดี
.......ความพยายาม......จะควบคู่ไปกับความอดทน
ถ้าเรามีความอดทน เราก็มีความพยายาม......
ถ้าเรามีความพยายามเราก็มีความอดทน.....
ถ้าเราหมดความพยายาม หรือถ้าเราท้อถอย...
ให้เราคิดว่า การที่เราท้อ คือ คือแรงบัลดาลใจที่ทำให้เราจะต้องสู้ต่อไป
..............ท้อได้ แต่ อย่าถอยนะค่ะ...........
ความพยายามทำให้เราไปถึงจุดหมายสูงสุด
เราต้องมีควาพยายาม..เพราะมันเป็นหนทางแห่งความสำเร็จของเรา
ฉันเป็นคนหนึ่งที่มีความพยายามน้อยมาก จึงเกิดปัญหากับฉันมากมาย
ฉันไม่มีความอดทน ไม่มีความพยายาม แต่สุดท้ายฉันก็ทำให้มันสำเร็จอยู่ดี
.......ความพยายาม......จะควบคู่ไปกับความอดทน
ถ้าเรามีความอดทน เราก็มีความพยายาม......
ถ้าเรามีความพยายามเราก็มีความอดทน.....
ถ้าเราหมดความพยายาม หรือถ้าเราท้อถอย...
ให้เราคิดว่า การที่เราท้อ คือ คือแรงบัลดาลใจที่ทำให้เราจะต้องสู้ต่อไป
..............ท้อได้ แต่ อย่าถอยนะค่ะ...........
...ความรัก....
...ความรัก...
ความรัก สำหรับฉัน เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่...
แต่ทุกคนมีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจคิดว่า...
ความรัก..ให้ความสุข ให้กำลังใจ ให้เงินทอง
หรือไม่ก็ให้ความทุกข์ ความทรมานเจียนตายก็ได นี่คือมุมมองของหลายๆคน
แต่ฉันความรัก คือ ทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่าง เพราะความรักทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้
ความรักไม่ใช่ความทุข์ทรมาน
...............แต่............
ความรักคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ ที่ทุกคนมีให้แก่กันและกัน
ฉันอยากให้ทุกคนมีความรักที่บริสุทธิ์ ที่จริงใจ
....ไม่ใช่ความรักที่เสแสร้ง..และ..หลอกลวง.........
ความรัก สำหรับฉัน เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่...
แต่ทุกคนมีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจคิดว่า...
ความรัก..ให้ความสุข ให้กำลังใจ ให้เงินทอง
หรือไม่ก็ให้ความทุกข์ ความทรมานเจียนตายก็ได นี่คือมุมมองของหลายๆคน
แต่ฉันความรัก คือ ทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่าง เพราะความรักทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้
ความรักไม่ใช่ความทุข์ทรมาน
...............แต่............
ความรักคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ ที่ทุกคนมีให้แก่กันและกัน
ฉันอยากให้ทุกคนมีความรักที่บริสุทธิ์ ที่จริงใจ
....ไม่ใช่ความรักที่เสแสร้ง..และ..หลอกลวง.........
สำหรับแม่......น้อยกว่านี้ได้ยังไง
...แม่...
คือหัวใจของฉัน ฉันเป็นคนหนึ่งที่รักแม่มาก
แม่คือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับฉัน แม่จะคอยสอนฉันอยู่เสมอว่า...
ให้ฉันเป็นคนดี โดยเฉพาะเรื่องการนอบน้อม ไม่ตอบโต้คนอื่น หรือ.....
คนที่มารังแกเรา สอนฉันให้มีความอดทน ให้มีความรักต่อเพื่อนพี่น้องทุกคน
ท่านคอยบอกอยู่เสมอว่า ความรักเป็นบ่อเกิดแห่งความดีทั้งมวล..
...แม่.... ท่านมีพระคูณต่อฉันยิ่ง
ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อแม่ ฉันจะอดทนเพื่อแม่...เพราะ..
แม่ได้อดทนด่อฉันมามากแล้ว...ลูกคนนี้จะทำเพื่อแม่..
ลุกจะตั้งใจเรียน และ เป็นคนดีของทุกๆคนเหมือนอย่างที่แม่สอนไว้ค่ะ
..............หนุรักแม่นะค่ะ............
คือหัวใจของฉัน ฉันเป็นคนหนึ่งที่รักแม่มาก
แม่คือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับฉัน แม่จะคอยสอนฉันอยู่เสมอว่า...
ให้ฉันเป็นคนดี โดยเฉพาะเรื่องการนอบน้อม ไม่ตอบโต้คนอื่น หรือ.....
คนที่มารังแกเรา สอนฉันให้มีความอดทน ให้มีความรักต่อเพื่อนพี่น้องทุกคน
ท่านคอยบอกอยู่เสมอว่า ความรักเป็นบ่อเกิดแห่งความดีทั้งมวล..
...แม่.... ท่านมีพระคูณต่อฉันยิ่ง
ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อแม่ ฉันจะอดทนเพื่อแม่...เพราะ..
แม่ได้อดทนด่อฉันมามากแล้ว...ลูกคนนี้จะทำเพื่อแม่..
ลุกจะตั้งใจเรียน และ เป็นคนดีของทุกๆคนเหมือนอย่างที่แม่สอนไว้ค่ะ
..............หนุรักแม่นะค่ะ............
...การป้องกัน ไข้หวัดใหญ่ 2009
การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ..
1 หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย..
2 การดุแลผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากอนามัย หลังดูแลต้องล้างมือทุกครั้ง
3 ไม่ใช้แก้วน้า หลอดดุดช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ กับผู้อื่น
โดยเฉพาะผู้เป็นไข้หวัด
4 ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง เมื่อรับประทานอาหารกับผู้อื่น
5 หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยนําสบู่
6 รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
รวมทั้งไข่ นม ผัก และผลไม้ ดื่มนั้สะอาดและนอนพักผ่ฮนให้เพียงพอ........
1 หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย..
2 การดุแลผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากอนามัย หลังดูแลต้องล้างมือทุกครั้ง
3 ไม่ใช้แก้วน้า หลอดดุดช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ กับผู้อื่น
โดยเฉพาะผู้เป็นไข้หวัด
4 ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง เมื่อรับประทานอาหารกับผู้อื่น
5 หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยนําสบู่
6 รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
รวมทั้งไข่ นม ผัก และผลไม้ ดื่มนั้สะอาดและนอนพักผ่ฮนให้เพียงพอ........
ความพอเพียง
สำหรับฉัน..
ความพอเพียง คือ การที่คนเรารู้จักเลือกใช้สำหรับตนเอง
และความพอในสิ่งนั้นๆ การรู้จักความพอดี รู้จักพอเพียง
พอใจในสิ่งที่ตนเองมี ไม่ฟุ้มเฟ้อไม่ฟุ่มเฟือย......
พอเพียง..มีหลายอย่าง อาทิเช่น พอใจในอย่างที่ตนเองเป็นอยู่
พอใจในฐานะ ..แต่พอเพียงในที่นี้คือ ความพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่
และประหยัด..........
ความพอเพียง คือ การที่คนเรารู้จักเลือกใช้สำหรับตนเอง
และความพอในสิ่งนั้นๆ การรู้จักความพอดี รู้จักพอเพียง
พอใจในสิ่งที่ตนเองมี ไม่ฟุ้มเฟ้อไม่ฟุ่มเฟือย......
พอเพียง..มีหลายอย่าง อาทิเช่น พอใจในอย่างที่ตนเองเป็นอยู่
พอใจในฐานะ ..แต่พอเพียงในที่นี้คือ ความพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่
และประหยัด..........
แนะนำตัวเอง
นางสาวจิรารัตน์ พันธ์วิไล ชั้น ม.5/1 เลขที่ 19
ชื่อเล่น เอื้อง
การทำ wed นี้ต้องใช้ความพยายามมาก
จึงจะเสร็จสมบูรณ์
ผู้แนะนำ ครูวีระชน ไพสาทย์
ชื่อเล่น เอื้อง
การทำ wed นี้ต้องใช้ความพยายามมาก
จึงจะเสร็จสมบูรณ์
ผู้แนะนำ ครูวีระชน ไพสาทย์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
